9 วิธี…สอนให้ลูกน่ารักและมีวินัย

0

9 วิธี…สอนให้ลูกน่ารักและมีวินัย

คงจะไม่มีอะไรจริงไปกว่าประโยคที่บอกว่า “พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก”
เริ่มกันตั้งแต่เป็นทารก ก็สอนให้ดูดนม สอนให้ยิ้ม สอนให้ทักทาย
สอนให้ทานอาหาร สอนให้คลาน สอนให้เดิน สอนให้วิ่ง สอนให้พูด
สอนให้ฟัง สอนให้อ่าน สอนให้เขียน
การสอน จึงอาจจะถือว่าเป็นหน้าที่หลักของพ่อแม่เลยก็ว่าได้
เพราะพ่อแม่ย่อมปรารถนาดีต่อลูก อยากให้ลูกได้ดี อยากให้ลูกเป็นคนดี
อยากให้ลูกมีความสุข
การสอนเด็ก ไม่มีจำกัดเวลาว่าควรจะเริ่มต้นเมื่อไร ไม่มีขั้นตอนให้ยุ่งยาก
เราสอนจากสิ่งที่เราเห็นในสถานการณ์นั้นๆ ว่าลูกกำลังทำสิ่งใดๆ
ที่อาจจะเกิดอันตราย หรือว่าอาจจะไม่ดีต่อตัวเองและผู้อื่น
แล้วเราควรสอนอะไรบ้าง ลองมาดูกันเป็นไอเดียค่ะ

1.สอนให้รู้จักหน้าที่ตัวเอง
-การรับประทานอาหาร
ช่วงที่กล้ามเนื้อมัดเล็กของเค้าเริ่มทำงานได้ดีแล้ว วัย 2-6 ปี
เราควรสอนให้เค้าทำอะไรในชีวิตประจำวันเอง
ให้เค้าถือช้อนส้อมเองเพื่อตักอาหารเข้าปาก รับประทานเอง
เลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร
เพื่อให้เค้าฝึกควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณนิ้วมือให้ดีขึ้น
และฝึกให้ทานให้หมดในเวลาจำกัด ถ้าไม่หมดให้เก็บ

-ทำการบ้าน
หลังจากกลับจากโรงเรียนแล้ว พูดคุย สอบถามเด็กว่ามีการบ้านอะไรบ้าง
ฝึกให้เด็กทบทวนสิ่งที่เรียนมา ทำการบ้านเอง ก่อนออกไปวิ่งเล่น
ให้เด็กได้จัดระบบการเรียน
ให้รับผิดชอบต่อการเรียนก่อนที่จะได้ออกไปเล่น

-การดูแลอนามัยช่องปาก การแปรงฟัน
ผู้ใหญ่ควรสอนให้เค้ารู้จักการแปรงฟันที่ถูกวิธี เพื่อดูแลฟันของตัวเอง
เป็นการรักษาความสะอาดขั้นพื้นฐานที่ดี
และควรพาเค้าไปหาทันตแพทย์ปีละ 2 ครั้ง

2.สอนให้รู้จักอารมณ์ของตัวเอง
คนทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึก เด็กก็เหมือนกัน บางครั้งเค้า ดีใจ เสียใจ
โกรธ โมโห น้อยใจ ผิดหวัง เราควรสอนให้เค้ารู้จักอารมณ์หลากหลาย
ให้เค้าเข้าใจตัวเองว่าสามารถมีความรู้สึกได้ และแสดงออกได้
โดยมีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร
-เสียใจได้- ร้องไห้ได้
-โกรธได้ แต่ไม่ทำลายสิ่งของ และ ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-เมื่อเจอปัญหา ผิดหวัง ยังมีพ่อแม่ช่วยแก้ไขปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค

3.สอนวิธีแสดงออกถึงความรัก
“การกอด” เหมือนยาสมานแผล ช่วยทำให้เด็กรู้สึกดี มีพลัง
เป็นการถ่ายทอดความรักวิธีหนึ่งที่ควรสอนให้ลูกทำ
โดยที่พ่อแม่ควรกอดลูกสม่ำเสมอ แม้ว่าลูกจะโตเข้าใกล้วัยรุ่นมากขึ้นทุกที
Dolores Krieger R.N. Ph.D.
ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัสแห่ง New York University
กล่าวว่า “บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น
จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน
ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ
ให้ทำงานได้อย่างทั่วถึงทำให้สดชื่น มีชีวิตชีวา
การโอบกอดของพ่อแม่จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย
มีความมั่นคงทางอารมณ์”

4.สอนให้อดทน รู้จักรอคอย
การฝึกแบบนี้ ก็ต้องอาศัยเวลา ไม่ได้สอนแล้วสามารถทำได้เลย
และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตให้ลูกเห็น เพื่อที่เด็กจะได้ซึมซับ
และเลียนแบบได้
Marshmallow Test เป็นบททดสอบเรื่อง “ความอดทนรอ” ที่ทดลองโดย
ศาสตราจารย์ Walter Mischel มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด
โดยทดสอบเด็กกว่า 600 คน ที่มีอายุระหว่าง 4-6 ขวบ
โดยผู้ทำสอบให้เด็ก นั่งอยู่บนโต๊ะคนเดียวพร้อมกับขนมที่ตัวเองชอบ 1

ชิ้น โดยได้บอกเด็กว่า หลังจากเขาเดินออกจากห้องแล้ว
เด็กสามารถที่จะกินขนมได้เลย แต่ถ้าสามารถรอคอยที่จะไม่กินได้ถึง 15
นาที จะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง
จากการศึกษาพบว่าเด็กที่สามารถอดทนรอคอยได้
จะเติบโตเป็นวัยรุ่นที่แข็งแรงกว่า
มีคะแนนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูงกว่า
มีระดับสมองที่มีทั้งสติปัญญาและมีทักษะทางอารมณ์ที่ดีกว่า
ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า
รวมถึงยังมีชีวิตการแต่งงานที่ดีกว่าด้วย

5.สอนให้มีมารยาท
-พูดจาไพเราะ ไม่พูดคำหยาบ
-ยิ้ม ไหว้ ทักทาย มารยาทไทยๆ ไม่ควรลืม
-รักษาน้ำใจผู้อื่น สอนให้เด็กเอาใจเขามาใส่ใจเรา

6.สอนให้ออมเงิน
ควรสอนเด็กให้รู้จักค่าของเงิน รู้จักออมเงิน โดยอาจจะทำกระปุกออมสิน
3 ใบ สำหรับ “เก็บออม” “ ใช้จ่าย” “ทำบุญ”
โดยตกลงแบ่งอัตราส่วนให้เหมาะสม ให้เด็กได้ออกความคิดเห็นด้วย
เค้าจะได้เข้าใจ

7.สอนให้รักษาศีล 5 สวดมนต์ นั่งสมาธิ

ชาวพุทธ มีหน้าที่ศึกษา เรียนรู้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และสืบทอดศาสนา
-การสอนเด็กให้รู้จักรักษาศีล 5 จะทำให้เด็กรู้สึกจิตใจสบาย
ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น
-การสอนเด็กให้สวดมนต์ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า จะทำให้จิตใจเด็กสงบ
-การสอนเด็กให้นั่งสมาธิ จะได้อารมณ์เป็นหนึ่ง เกิดสมาธิ

8.สอนให้ช่วยทำงานบ้าน
การทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ
การช่วยเหลือกันในครอบครัว การเรียงลำดับความสำคัญ
อาจจะสอนง่ายๆ เช่น
-เก็บผ้าปูที่นอนด้วยตัวเองทุกเช้า
-ช่วยถือของ ช่วยเก็บของ
-ช่วยกวาดบ้าน ทำความสะอาด เก็บขยะ

9.กำหนดเวลาดูทีวี แท๊บเล็ต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กสมัยนี้ รู้จักเทคโนโลยีก่อนเวลาอันสมควร
เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่ได้เข้มงวดกับเรื่องนี้มากนัก
เพราะเห็นว่าเป็นผู้ช่วยที่ดีในการเลี้ยงเด็ก ทำให้เด็กอยู่นิ่งได้
ขณะที่ผู้ใหญ่ได้มีเวลาทำกิจกรรมงานบ้านอื่นๆ
ชมรมจิตแพทย์เด็ก ได้กำหนดข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองว่า

-ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี
จะไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับจอทุกอย่าง ทั้งมือถือ
คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไอแพด ทีวี
-ในเด็กอายุไม่ถึง 6 ปี ไม่ควรใช้อินเตอร์เนต
-ในเด็กอายุ 6-12 ปี ให้ใช้ได้โดยอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่

**ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตจากทางเว็บไซต์ครับ

Leave A Reply