PISA คืออะไร?

PISA คืออะไร?

 

คนที่ได้เคยอ่านบทความเกี่ยวกับงานวิชาการด้านการศึกษา หรือไปงานสัมมนาการศึกษาบ่อยๆ คงเคยได้เห็น หรือ ได้ยินเกี่ยวกับคำว่า PISA มาไม่มากก็น้อยนะคะ อาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร? เป็นตัวชี้วัดทางการศึกษาได้ดีแค่ไหน? เชื่อถือได้ขนาดไหน?

 

PISA คืออะไร?

PISA เป็นชื่อย่อของ Programme for International Student Assessment เป็นโปรแกรมทดสอบ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบและประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาว่า นักเรียนจะมีศักยภาพหรือความสามารถที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนในห้องเรียน ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิต หรือสถานการณ์จริงได้หรือไม่

 

วิธีการทดสอบ

โดยคัดเลือกเด็กอายุ 15 ปี มาทำแบบทดสอบที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมง และใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงในการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวนักเรียนและการเรียน ซึ่งมุ่งเน้นการวัดผลใน 3 วิชาหลัก จัดการทดสอบนี้ทุก 3 ปี โดยเปลี่ยนจุดมุ่งเน้นใน 3 วิชาหลักไปในแต่ละปี  ได้แก่

1.ภาษา (การอ่าน) (Reading Literacy)

2.คณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy)

3.วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

 

 

ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคือใครบ้าง?

ปัจจุบันนี้มีประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อปี พศ.2543  สำหรับประเทศเขตเศรษฐกิจเอเชียที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก มี เกาหลี  จีน-ฮ่องกง จีน-ไทเป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม

 

แบ่งรอบการประเมินอย่างไร?

PISA ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 2 รอบ คือ

รอบที่ 1 (PISA 2000 PISA 2003 และ PISA 2006)

รอบที่ 2 (PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015)

 

สัดส่วน และ น้ำหนักการประเมิน

ในการประเมินผลนักเรียนจะวัดความรู้ทั้ง3 ด้าน แต่จะเน้นหนักในด้านใดด้านหนึ่งในการประเมินแต่ละระยะ สลับเปลี่ยนกันไป

ระยะที่ 1 (PISA 2000 และ PISA 2009) เน้นด้านการอ่าน

(น้ำหนักข้อสอบด้านการอ่าน 60% และที่เหลือเป็นด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)

ระยะที่ 2 (PISA 2003 และ PISA 2012) เน้นด้านคณิตศาสตร์

(น้ำหนักข้อสอบด้านคณิตศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%)

ระยะที่ 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) เน้นด้านวิทยาศาสตร์

(น้ำหนักข้อสอบด้านวิทยาศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและคณิตศาสตร์อย่างละ 20%)

คุณเชษฐ เชษฐสันติคุณ ที่ปรึกษาโครงการ ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า

PISA เป็นผลงานของ OECD (Organization for the Economic Cooperation and Development) ซึ่งเป็นองค์กรของ 34 ประเทศที่พัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ ในปลายทศวรรษที่ 1990 ประเทศสมาชิกของ OECD มีความคิดที่จะหาวิธีประเมินว่า เด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก มีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมในสังคมเพียงใด

PISA ไม่สนใจว่านักเรียนจดจำเนื้อหาที่เรียนไปได้มากแค่ไหน แต่ PISA เป็นการทดสอบเพื่อที่จะรู้ว่านักเรียนมีทักษะการอ่านดีพอที่จะอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ เอกสารราชการ หรือคู่มือสักเล่มหนึ่งเข้าใจหรือไม่

นอกจากนั้น PISA ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะวัดผลนักเรียนเป็นรายบุคคล แต่ PISA ถูกออกแบบมาเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในระดับชาติ โดยการวิเคราะห์และขยาย (extrapolate) คะแนนจากกลุ่มตัวอย่าง คะแนนสอบ PISA จะแสดงให้เห็นว่า แต่ละประเทศจัดการศึกษาแก่เด็กนักเรียนของตนเองได้ดีแค่ไหน และเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร

 

โครงการ PISA ประเทศไทย ใครเป็นผู้ดำเนินการ

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินโครงการ PISA ในประเทศไทย โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย

 

ผู้ได้รับการประเมินคือใคร?

สำหรับ PISA ประเทศไทย ได้กำหนดกรอบการสุ่มตัวอย่าง (sampling frame) เป็นนักเรียนอายุ 15 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4 จากโรงเรียนทุกสังกัด ได้แก่

– โรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

– โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

– โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร

– โรงเรียนในสังกัดสำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น

– โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย

-วิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

 

ผลการทดสอบพบว่า

1.ในทุก ๆ ประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบ และในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ เด็กผู้หญิงทำคะแนนการอ่านได้ดีกว่าเด็กผู้ชายมาก จนดูเหมือนว่าเด็กผู้หญิงอยู่ในชั้นโตกว่าเด็กผู้ชาย 1 ปี

 

2.เด็กผู้ชายโดยทั่วไปทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าเด็กผู้หญิง และไม่มีความแตกต่างระหว่างเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายในวิชาวิทยาศาสตร์

 

  1. คะแนน PISA พิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กทุกคนมีความสามารถ หากได้รับโอกาสและความสนับสนุน

 

4.การให้เด็กเรียนซ้ำชั้นก็ไม่ได้ช่วยให้คะแนนดีขึ้น

 

  1. ประเทศที่ไม่ร่ำรวย สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้กับนักเรียนของตัวเองได้ เช่น เซี่ยงไฮ้และโปแลนด์ ซึ่งมีคะแนนทักษะการอ่าน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของ OECD มาก แต่มีรายได้ประชาชาติต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD

6.คะแนน PISA ของประเทศต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้

Comments are closed.

error: Content is protected !!