การนอนหลับ…มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร?

การนอนหลับ…มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร?

 

Pasquale Montagna และ Sudhansu Chokroverty ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Sleep Disorders กล่าวไว้ว่า “การนอนหลับ  เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของ มนุษย์ทุกคน  มนุษย์ใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของชีวิตใน การนอนหลับ นั่นคือประมาณ 8 ชั่วโมง”

การนอนหลับมีความสำคัญ และ ส่งผลต่อสุขภาพ วิถีการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เช่นถ้านอนไม่พอ จะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เมื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่กระตือรือร้น คิดอะไรช้า คิดไม่ออก ง่วงนอนตอนกลางวัน

 

กุมารแพทย์ต่างให้ความเห็นตรงกันดังนี้

เด็กทารก    ควรจะนอนวันละ 16-18 ชั่วโมง  (โดยจะนอนเป็นช่วงๆ ละ 1-2 ชั่วโมง)

เด็กอายุ 4-6 เดือน ควรจะนอนวันละ 15 ชั่วโมง  (สามารถนอนติดต่อกันได้ถึง 5 ชั่วโมง)

เด็กอายุ 1 ปี ควรจะนอนวันละ 14 ชั่วโมง

เด็กอายุ 2 ปี ควรจะนอนวันละ 13 ชั่วโมง

เด็กอายุ 3-5 ปี ควรจะนอนวันละ 12 ชั่วโมง

เด็กอายุ 6-10 ปี ควรจะนอนวันละ 10-11 ชั่วโมง

เด็กอายุ 11- 15 ปี ควรจะนอนวันละ 9-10 ชั่วโมง

 

 

 

การนอนหลับ จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

1.REM (Rapid eye movement) 

เป็นช่วงการนอนแบบตื้นๆ มีการกรอกตาไปมาอย่างรวดเร็วเหมือนตอนตื่น นั่นคือเรากำลังโลดเล่นไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย ชีพจรและการหายใจอาจไม่สม่ำเสมอ

2.NREM (Non-rapid eye movement) 

เป็นช่วงการนอนแบบลึก ชีพจรและการหายใจจะช้าลง สม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวลำตัวจะน้อยที่สุด เป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ได้หยุดพักมากที่สุด

 

คุณขุนเขา สินธุเสน นักจิตวิทยา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ขุนเขาเกาสมอง บอกไว้ว่า “ช่วงเวลานอน คือหนึ่งในช่วงเวลาที่สมองทำงานหนักที่สุด เพราะว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการบันทึกข้อมูล ในสิ่งที่เราได้เผชิญ ได้เรียนรู้ ได้จดจำ นำมาเรียบเรียง แล้วนำความทรงจำระยะสั้นนั้น ถ่ายโอนสู่ความทรงจำระยะยาว ดังนั้น เด็กที่อดนอน หรือนอนไม่เพียงพอ เร่งอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบ ก็อาจจะจำสิ่งต่างๆ ได้ตามปกติในช่วงสั้นๆ แต่ไม่นาน ความรู้ที่ได้มาก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันไม่ได้ถูกบันทึกลงไปในควาทรงจำระยะยาวอย่างสมบูรณ์”

 

ประโยชน์ของการนอน

1.มีการหลั่ง Growth Hormone

หลังจากการนอนหลับไป 1-2 ชั่วโมง ร่างกายเด็กจะมีการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัย ตามวัย ความสูงได้มาตรฐาน สุขภาพแข็งแรง สดชื่น  กระปรี้กระเป่า

 

 

2.ภูมิต้านทานสูง

ช่วงแห่งการนอนหลับ เป็นเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีการฟื้นฟู ปรับสภาพภายในร่างกายให้สมดุล ทำให้ร่างกายแข็งแรง พบว่าผู้ที่นอนน้อย หรือ นอนไม่พอ มักมีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ เป็นหวัดง่าย ไม่สบายบ่อยๆ

3.มีการหลั่งเมลาโทนิน

เมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจาก ต่อมไพเนียล (Pineal gland) เพื่อเตือนให้ร่างกายพักผ่อน และเหนี่ยวนำให้เกิดการง่วงนอนและนอนหลับสนิท

4.ความจำดีขึ้น

ขณะที่เรานอนหลับ จะมีการจัดการแยกแยะขยะในจิตใจทิ้งไป และประมวลผล เก็บบางสิ่งลงในความทรงจำระยะยาว ทำให้เรามีความจำดี

 

เด็กที่นอนไม่พอจะมีลักษณะอย่างไร ?

1.เด็กจะโตช้า ส่วนสูงไม่ได้มาตรฐาน เพราะฮอร์โมนการเจริญเติบโตหลั่งออกมาไม่เต็มที่

2.เด็กจะเรียนรู้ในห้องเรียนได้ไม่ดี ประสิทธิภาพการฟัง การเรียนไม่ดี

3.เด็กจะมีอาการลืมง่าย ความจำสั้น ทำผิดพลาดบ่อย ที่เดิมๆ

4.ทักษะการอ่านลดลง การพูด การใช้ภาษาไม่คล่องแคล่ว

5.เด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ  ไม่สามารถให้ความสนใจจดจ่อได้

6.เด็กจะวอกแวก เบื่อง่าย อยู่ไม่นิ่ง

 

 

วิธีสร้างสุขนิสัยการนอนให้เด็ก

1.จัดเวลานอนให้ตรงเวลาทุกวัน เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. เข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่เกิน 3 ทุ่ม ตื่นนอนเวลาเดิม

3.จัดสถานที่ให้เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน

4.ปิดไฟ ปิดมือถือ ปิดทีวี ปิดคอมพิวเตอร์ แสงสว่างจากหน้าจอของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะขัดขวางการหลั่งฮอร์โมน เมลาโทนิน ที่มีคุณสมบัติช่วยให้หลับ

5.ปรับอุณหภูมิในห้องนอน ให้เหมาะสม ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป

6.หลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน ก่อนนอน  เช่น ช๊อกโกแลต ชา กาแฟ

7.อย่ารับประทานอาหารให้อิ่มเกินไปก่อนนอน

8.อย่าออกกำลังกายอย่างหนักก่อนเข้านอน

9.อ่านนิทานก่อนนอน เด็กจะสงบ และ หลับง่าย

10.นั่งสมาธิ เพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย พร้อมเข้านอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments are closed.